ผู้เขียน หัวข้อ: เก็บเงินสไตล์สาวโสด  (อ่าน 806 ครั้ง)

U-CREDIT

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 253
    • ดูรายละเอียด
เก็บเงินสไตล์สาวโสด
« เมื่อ: เมษายน 06, 2015, 11:26:04 PM »
“อยากโสดอย่างมีความสุขต้องรู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินและยามเกษียณ รวมถึงวางแผนทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น” – K-Expert Advice

เมื่อพูดถึง “สาวโสด” เรามักนึกถึงผู้หญิงที่มีการใช้ชีวิตแบบอิสระเสรี ไม่มีภาระต้องดูแลลูกและสามี เราจึงพบสาวโสดที่สนุกสนานกับการชอปปิ้งหรือท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นประจำ แต่การใช้ชีวิตแบบนี้ โดยไม่มีการเก็บออมเงิน อาจทำให้การใช้ชีวิตในวัยเกษียณพบกับความยากลำบาก เพราะมีเงินเก็บไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่มีลูกคอยเลี้ยงดูเมื่ออยู่ในวัยชรา ดังนั้น การเก็บออมเงินแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราใช้ชีวิตวัยโสดได้อย่างมีความสุข โดยขอแนะนำเทคนิคการเก็บออมเงิน 3 ข้อ ที่ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

1. สำรองเงินเผื่อฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่าย 6 เดือน

สำหรับคนทั่วไป ควรมีการกันเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 3-6 เดือน แต่สำหรับสาวโสด ซึ่งเมื่อมีเหตุ    ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุ รถชน หรือตกงาน อาจไม่มีใครให้หยิบยืมเงินเหมือนกับผู้ที่แต่งงานแล้ว จึงแนะนำให้มีการสำรองเงินไว้ใช้เผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเท่ากับ 20,000 บาท จะต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นเงิน 120,000 บาท โดยช่องทางในการออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน จะได้สามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้ได้อย่างทันท่วงที

   
2. ลงทุนไว้ใช้ยามเกษียณ

การเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณนับว่าเป็นเรื่องสำคัญของสาวโสด เพราะสาวโสดจะไม่มีลูกหรือสามีคอยดูแลในยามที่แก่ตัวลง ช่องทางในการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณที่น่าสนใจได้แก่

• กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชนคงคุ้นเคยกับการออมเงินรูปแบบนี้ดี   ซึ่งเป็นการออมเงินที่บริษัทจะ
หักเงินของเราไปทุกเดือน และบริษัทจะช่วยสมทบ โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะนำเงินทั้งสองก้อนไปลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน หากเราทำงานจนเกษียณอายุ จะมีโอกาสได้รับเงินที่ลงทุนทั้งส่วนที่เราสะสมและส่วนที่นายจ้างสมทบ รวมทั้งผลตอบแทนกลับคืนไป (แต่ละบริษัทมีการกำหนดอายุงานที่พนักงานจะได้รับเงินส่วนที่นายจ้างสมทบแตกต่างกัน) จะเห็นได้ว่า การออมเงินผ่านช่องทางนี้ มีแต่ความคุ้มค่า แต่หลายคนกลับไม่ออมเงินผ่านช่องทางนี้ ทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับเงินส่วนที่นายจ้างสมทบ รวมทั้งพลาดโอกาสในการออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณอีกด้วย

• กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี   คงคุ้นเคยกับการลงทุนรูปแบบนี้ดี   โดย
กองทุน RMF เป็นกองทุนที่มีจุดประสงค์ให้เราลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ และยังสามารถนำยอดเงินลงทุนในแต่ละปีไปลดหย่อนภาษีได้ โดยสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และค่าเบี้ยประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท กองทุน RMF มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนทองคำ ดังนั้น เราจึงสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ค่ะ
 

3. ซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยง   โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้    เข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน

ไม่ใช่น้อย หากไม่เตรียมพร้อม อาจทำให้เงินทองที่สะสมมานานหมดลงไปได้ การทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกัน เราควรดูก่อนว่า ที่ทำงานมีการทำประกันสุขภาพให้เราหรือไม่ และความคุ้มครองเพียงพอสำหรับการเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ใช้บริการเป็นประจำหรือไม่ หากยังน้อยเกินไป ก็สามารถทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม ส่วนการทำประกันโรคร้ายแรงนั้น ก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะจะช่วยบรรเทาภาระค่ารักษาพยาบาลของโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ให้ลดน้อยลงได้

หวังว่า เทคนิคทั้ง 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้สาวโสดใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะไม่เพียงแต่เป็นวิธีในการเก็บออมเงินเพื่อไว้ใช้ในยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันและยามเกษียณ แต่เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินก้อนใหญ่ไปกับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ