แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - U-CREDIT

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 17
16
ผมสงสัยน่ะครับ
ค่าธรรมเนียมรายปีก็เวฟได้
สมัครใหม่ก็ได้กระเป๋าหรือของกำนัลอื่นๆ
สะสมแต้มจากยอดใช้จ่ายแลกของได้อีก
หรือบางบัตรก็มีคืนเงินเล็กน้อย
มีโปรร่วมกับร้านอาหาร ห้างร้านต่างๆ ได้ส่วนลดอีก

คนที่มีเงินเก็บพอสมควร เงินเดือนเยอะๆ
มีเงินพอจ่ายค่าบัตรเครดิตแน่ๆ
ทางธนาคารเขาจะหากำไรได้อย่างไรครับ
หรือเขาหวังว่าสักวันคนกลุ่มนี้ต้องหมุนเงินไม่ทันแน่ๆ

http://pantip.com/topic/34887279?utm_source=facebook&utm_medium=pantip_page&utm_content=Boom&utm_campaign=34887279

17
Central Credit Card: Member Get Member แนะนำเพื่อนสมัครวันนี้ รับฟรี iPhone 6s*

18
สมัครเซ็นทรัลเครดิตคาร์ดทางออนไลน์ ช้อป 3,000 คืน 1,000 วันนี้ - 31 ม.ค.59 สมัครง่ายๆเพียงคลิ๊ก
http://www.centralcard.com/th/promotion/Apply-Acquisition-FBPagePost.html?utm_source=facebookpagepostlink&utm_medium=CPL&utm_campaign=ctsacquisitioncardpplcpl&utm_term=facebookpagepostlinkclicktowebsite

19
บัตรเครดิต / Get up to 10% cash rebate at CPS CHAPS End of Season Sale‏
« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2015, 11:07:49 AM »
Get up to 10% cash rebate at CPS CHAPS End of Season Sale‏

20
โปรโมชั่นสุดพิเศษประจำเดือนธันวาคม บัตรฯ เดียวมีให้ครบ ทั้งเรื่องกิน เที่ยว ช้อป‏

22
บัตรเครดิต เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจับจ่ายสิ่งต่าง ๆ ผู้ถือบัตรสามารถใช้เงินก่อนได้แล้วจึงค่อยมาผ่อนจ่ายทีหลัง เงื่อนไขและบริการต่าง ๆ ก็อาจจะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินผู้เป็นเจ้าของบัตรเครดิตนั้น ๆ ว่าตั้งเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอะไรไว้บ้าง ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจสมัครบัตรเครดิตอย่างล้นหลาม แต่ละสถาบันการเงินจึงจัดโปรโมชั่นทำให้มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โปรโมชั่นเหล่านี้ถูกจัดขึ้นมาเพื่อดึงลูกค้าหันมาใช้บัตรเครดิตจากสถาบันการเงินของตนเอง ส่งผลให้ผู้ถือบัตรมีทางเลือ กเพิ่มขึ้น ผู้ที่ต้องการใช้งานบัตรเครดิตต้องหาข้อมูล วิธีเลือกสมัครบัตรเครดิต เพิ่มมากขึ้นเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของบัตรแต่ละตัวและต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกสมัครบัตรเครดิตที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

เลือกสมัครบัตรเครดิตทีมีการร่วมมือของสถาบันการเงินกับร้านค้าที่ท่านใช้บริการบ่อย ๆ
อย่างเช่น ตามห้างสรรพสินค้าที่คุณไปช้อปปิ้ง ร้านอาหารที่คุณไปใช้บริการเป็นประจำ ปั้มน้ำมันที่ไปใช้บริการบ่อยครั้ง โรงพยาบาลที่ใช้บริการอยู่เสมอ เพราะบัตรเครดิตร่วมเหล่านี้จะมีส่วนลดค่าบริการ ค่าสินค้า และยังมีให้สะสมแต้มเพื่อใช้แทนเงินสดหรือแลกสิ่งของสมนาคุณด้วย

บัตรเครดิตที่ตรงกับความต้องการหรือตรงกับการใช้ชีวิตประจำวัน
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ชื่นชอบการ Shopping ควรเลือกบัตรที่ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ไปใช้บริการบ่อย ๆ มีโปรโมชั่นเกี่ยวกับการ Shopping เช่น Shopping ด้วยการรูดบัตรเครดิตในวงเงินตามที่เงื่อนไขบัตรกำหนด จะได้รับเงินคืนจากการช้อปปิ้ง หรือจะเป็นการลดดอกเบี้ยให้เมื่อ Shopping ยอดตามที่โปรโมชั่นของบัตรมีมา เป็นต้น ก็จะช่วยให้การ Shopping แต่ละครั้งได้เงินคืนหรือได้ลดดอกเบี้ย

บัตรเครดิตที่เหมาะกับนักเดินทางมีการสะสมไมล์
แม้ว่าบัตรเครดิตประเภทนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัตรเครดิตประเภทอื่น แต่หากคุณเป็นผู้ที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา บัตรเครดิตประเภทนี้จะสามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุดเพราะทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะสามารถกลายเป็นคะแนนเพื่อนำมาแลกไมล์กับสายการบินที่ใช้ในการเดินทางอยู่เป็นประจำได้

บัตรแบบสะสมแต้ม
บัตรเครดิตแบบสะสมแต้มไม่ว่าจะใช้จ่ายยอดไปเท่าไหร่ต่อเดือนก็จะกลายมาเป็นแต้มให้ท่านได้สะสม แต้มเหล่านั้นสามารถนำมาแลกสิ่งของหรือส่วนลดค่าบริการต่าง ๆ ได้

เลือกบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นคืนเงินเมื่อมียอดการใช้จ่ายตามเงื่อนไข
โปรโมชั่นนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จากแต่เดิมที่นิยมทำบัตรเครดิตแบบสะสมแต้ม แต่ด้วยยอดการสะสมที่สูงเกินไปหรือของที่มีไว้ให้แลกอาจจะไม่ถูกใจผู้ใช้บริการบัตรเครดิตเท่าที่ควร คนส่วนใหญ่จึงเทความสนใจมาทางโปรโมชั่นคืนเงินมากกว่า โดยเมื่อผู้ถือบัตรใช้จ่ายบัตรตามเงื่อนไขและยอดที่กำหนด ผู้ถือบัตรจะได้รับเงินคืนสูงสุดถึง 3% จากยอดการใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องสะสมแต้มให้ยุ่งยากอีกต่อไป ซึ่งในแต่ละบัตรจะมีจำนวนเงินคืนและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมการซื้อผ่านบัตรเครดิต เงื่อนไขข้อนี้ถือเป็นของกำนัลที่บัตรเครดิตมอบให้

บัตรเครดิตสำหรับธุรกิจหรือเจ้าของกิจการ
เป็นบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจ โดยบัตรเครดิตจะให้วงเงินสูงเพื่อนำเงินไปหมุนในธุรกิจ พร้อมกับคิดดอกเบี้ยต่ำ บัตรเครดิตสำหรับธุรกิจหรือผู้ประกอบการเป็นผู้ช่วยในการต่อยอดธุรกิจ กำหนดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยยาวนานถึง 55 วัน หมายความว่า เจ้าของธุรกิจสามารถนำเงินไปใช้ก่อนโดยปลอดดอกเบี้ยยาวนานเกือบ 2 เดือน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจที่ต้องการทุนหมุนเวียนระยะสั้น

หากไม่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิตแบบสะสมต้องเลือกบัตรเครดิตแบบชาร์จการ์ด
บัตรเครดิตประเภทนี้จะเหมือนกับการบังคับผู้ใช้งานไปในตัวเพราะว่าแต่ละเดือนจะต้องจ่ายยอดเต็มอย่างเดียว เมื่อทุกเดือนจ่ายยอดเต็มตลอดดอกเบี้ยก็ไม่สูงไม่มีหนี้สะสมจนพอกหางหมู แม้ว่าค่าธรรมเนียมรายปีอาจจะค่อนข้างสูงไม่ใช่น้อย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์มากมายที่จะได้รับจากบัตรเครดิตใบนี้

เลือกบัตรเครดิตที่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้ผู้ใช้งานมากที่สุด
ส่วนใหญ่แล้วบัตรเครดิตแต่ละสถาบันการเงินจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้แก่ผู้ใช้งานบัตรเครดิตเพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ใช้งานบัตรเครดิตจ่ายเงินเร็วขึ้นเพราะว่า หากจ่ายในช่วงเวลาที่กำหนดเอาไว้ ผู้ถือบัตรจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพื่อช่วยให้ประหยัดมากยิ่งขึ้น แต่ละสถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยอยู่ที่ 45-55 วัน หากเลือกบัตรที่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยยืดอายุการชำระหนี้ให้แก่ผู้ใช้งานบัตรมากยิ่งขึ้น

บัตรเครดิตยังมีอีกหลายแบบให้เลือก ผู้ที่ต้องการสมัครบัตรเครดิตควรเลือกบัตรที่เหมาะต่อการใช้งานของแต่ละบุคคล ด้วยการศึกษาและทำการเปรียบเทียบบัตรเครดิตแต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจสมัครใช้บริการ วิธีการนี้จะช่วยให้สามารถเลือกบัตรที่เหมาะสมกับความเป็นคุณได้มากที่สุด พิจารณาถึงประโยชน์ใช้งานที่แท้จริงมากกว่าส่วนลด โปรโมชั่นหรือแต้มสะสม 

หากรู้จักใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ มันจะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับเจ้าของบัตรอย่างมาก ในทางตรงกันข้าม หากไม่รู้จักการเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมและไม่รู้จักที่จะวางแผนก่อนการใช้งาน บางครั้งบัตรเครดิตอาจจะกลับมาทำร้ายคุณได้ด้วยหนี้ก้อนโตก็เป็นได้


http://moneyhub.in.th/article/credit-card-choose-2/

23
โลกเสมือนบนอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนในทุกวันนี้ เนื่องจากความรีบเร่งในการใช้ชีวิต กิจกรรมทุกอย่างถูกกำหนดตามเข็มบนหน้าปัดนาฬิกา คนบางกลุ่มจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภค การหาแหล่งสร้างความบันเทิง การหาแหล่งข้อมูลความรู้ เป็นต้น ซึ่งนั้นทำให้ธุรกิจออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะสร้างความสะดวกรวดเร็ว ง่ายในการเข้าถึง และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
โดยเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีหลากหลายประเภทให้เลือกสรร เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ของเล่น อาหาร แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ แผ่นเกม และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ เป็นต้น รวมทั้งสินค้าประเภทบริการต่าง ๆ เช่น e-book การชมภาพยนตร์ในรูปแบบ streaming เป็นต้น
 
การชำระเงินเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ มีหลายรูปแบบ เช่น ชำระตัดบัญชีธนาคาร ชำระแบบ Paypal และชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งการ ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต เป็นการทำธุรกรรมรูปแบบเดียวที่ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดบัตรเครดิต ทั้ง ชื่อบนบัตรเครดิต เลขบัตรเครดิต 16 หลัก วันหมดอายุ และรหัส CVV (บัตรเครดิตVISA) หรือ รหัส CVV2 (บัตรเครดิต Master Card) นั่นย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงแก่ผู้ใช้จ่ายซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต ที่อาจโดยขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เมื่อคิดจะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยก่อนซื้อสินค้าออนไลน์ผู้ซื้อต้องสังเกต ตรวจสอบ และหาวิธีป้องกัน เพื่อให้การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลอีกต่อไป


คำแนะนำ 2 ข้อหลัก ในการสร้างความปลอดภัยเมื่อต้องใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์ คือ การตรวจสอบผู้ขาย และการป้องกันตัวของผู้ซื้อ หรือผู้ใช้บริการ ดังนี้

1.การตรวจสอบผู้ขาย หรือเว็บไซต์ ประกอบด้วย
1.1 การสังเกตหน้าเว็บไซต์

ผู้ใช้บริการ ควรตรวจดูทุกหน้าของเว็บไซต์ใช้บริการ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น รายละเอียดติดต่อผู้ขายได้ระบุไว้หรือไม่ หน้าเว็บบอร์ดแสดงการสนทนาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากน้อยเพียงใด ข้อมูลรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อ การชำระเงิน และเนื้อหาข้อมูลสินค้าที่จำหน่ายครบถ้วน น่าเชื่อถือหรือไม่ สังเกตจำนวนผู้เข้าชมมีมากน้อยเพียงใด เป็นต้น หากเว็บไซต์แสดงข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด และมีจำนวนผู้เข้าชมและผู้ใช้บริการจำนวนมาก ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่สามารถสร้างความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ได้

1.2 ข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ร้านค้าที่มีการจดทะเบียนพาณิชย์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะได้รับเลขทะเบียนพาณิชย์ซึ่งต้องแสดงไว้หน้าเว็บไซต์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีข้อมูลรายละเอียดของผู้ขายทั้งหมด และผู้ซื้อสินค้าออนไลน์สามารถตรวจสอบร้านค้าใช้บริการได้ด้วย ว่าได้รับการขึ้นทะเบียนจริงหรือไม่ ดังนั้น ร้านค้าที่มีเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงมีความปลอดภัย หากจะใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต

1.3 ลักษณะ URL บนหน้าเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ ลักษณะ URL เมื่อทำรายการชำระค่าสินค้าออนไลน์จะขึ้นต้นด้วย https:// และมีรูปแม่กุญแจแสดงขึ้นด้านหน้า URL นั้น ๆ ซึ่งหมายความว่า เว็บไซต์นั้นมีการตั้งระบบความปลอดภัย ให้ข้อมูลที่ผู้ใช้บริการกรอกถูกเข้ารหัสก่อนการส่งไปยังตัวเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ เพื่อป้องกันการดักจับข้อมูลจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ดังนั้นควรสังเกตลักษณะของ URL ก่อนทำรายการชำระเงินค่าสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต และหากเว็บไซต์ใดไม่มีลักษณะดังกล่าว พึงต้องระมัดระวัง และอาจเลี่ยงใช้บริการ

1.4 สัญลักษณ์ Verified by VISA หรือ Master Card Secure Code

เว็บไซต์ที่ให้บริการชำระค่าสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตประเภท VISA หรือ Master Card และเป็นหนึ่งในร้านค้าที่ร่วมโครงการ จะมีการระบุสัญลักษณ์ Verified by VISA หรือ Master Card Secure Code ไว้ในเว็บไซต์ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัทบัตรเครดิตในเครือธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ (ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ) หรือบริษัทบัตรเครดิตของสถาบันการเงินประเภทอื่น (อิออน ฯลฯ ) กับบริษัทบัตร VISA หรือ Master Card เพื่อสร้างระบบป้องกันความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับผู้ใช้บริการ ดังนั้น ควรใช้บริการกับเว็บไซต์ที่มีสัญลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจในการชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต

2.การป้องกันตัวของผู้ซื้อ หรือผู้ใช้บริการ ประกอบด้วย

2.1 การสมัครสมาชิกระบบ Verified by VISA หรือ Master Card Secure Code

การเป็นสมาชิกระบบความปลอดภัยของบัตรเครดิต VISA หรือ Master Card จะช่วยให้ผู้ใช้บริการมีความปลอดภัยเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต เพราะทุกครั้งตัดชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิต จะมี SMS ทางโทรศัพท์มือถือ แสดง รหัส OTP ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้เพียงครั้งเดียวในการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง และมีระยะเวลาการใช้งานตามกำหนดเวลา เช่น ต้องใช้ภายใน 5 นาที ไม่เช่นนั้นรหัส OTP จะไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ผู้ใช้บริการต้องขอรหัส OTP ใหม่อีกครั้ง เป็นต้น ซึ่งการสมัครใช้บริการสามารถสมัครได้กับบริษัทบัตรเครดิตที่ผู้ถือบัตรใช้บริการอยู่ หรือสมัครผ่านทางเว็บไซต์ผู้ขายสินค้า หากเว็บไซต์ดังกล่าวเข้าร่วมโครงการ

2.2 ทำธุรกรรมอย่างระมัดระวัง

เมื่อต้องกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าออนไลน์ ผู้ใช้บริการต้องสังเกตและกรอกข้อมูลการทำธุรกรรมอย่างรอบคอบ ซึ่งหากเว็บไซต์ใดให้บริการชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต แต่ไม่มีระบบสร้างความปลอดภัย เช่น ข้อ 1.3 หรือ 1.4 เพียงแค่กรอกข้อมูลเลขบัตรเครดิต วันหมดอายุ และ/ หรือ รหัส CVV หรือ CVV2 (เลข 3 ตัว หลังบัตรเครดิต) ก็สามารถทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าได้สำเร็จ ผู้ใช้บริการก็ควรเปลี่ยนไปใช้บริการเว็บไซน์อื่นแทน เพราะมีความเสี่ยงที่ข้อมูลดังกล่าวจะรั่วไหลถึงผู้ไม่ประสงค์ดี เช่น เว็บไซต์ผู้ขายสินค้า หรือ บุคคลที่ทราบข้อมูลบนบัตรเครดิตนำข้อมูลลับไปใช้เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินอื่น โดยที่เจ้าของบัตรเครดิตไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

2.3 ตรวจสอบหลังทำธุรกรรม

ภายหลังการซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ทำธุรกรรม และจดบันทึกข้อมูลการซื้อสินค้าทุกครั้ง เช่น วันชำระบัตรเครดิต ยอดตัดชำระบัตรเครดิต เว็บไซต์ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนั้น เมื่อได้รับใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตทุกรอบบัญชี หรือสมัครสมาชิกออนไลน์กับบริษัทบัตรเครดิตเพื่อดูยอดการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง ควรสอบทานกับข้อมูลที่ได้จดบันทึกไว้ หรือเอกสารที่ได้จากผู้ขายสินค้าออนไลน์ว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งหากมีข้อสงสัย หรือมีรายการที่ไม่ได้เป็นผู้ทำรายการด้วยตนเอง ควรรีบสอบถามและแจ้งบริษัทบัตรเครดิตเพื่อให้ตรวจสอบหรือระงับการใช้บัตรเครดิต หากบัตรเครดิตถูกลักลอบใช้โดยบุคคลอื่น

2.4 สมัครใช้บริการ SMS เพื่อแจ้งยอดเงินการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

ผู้ใช้บริการบัตรเครดิตควรจะสมัครบริการแจ้งยอดการใช้จ่ายแบบทันทีทาง SMS หรือทาง e-mail กับทางบริษัทบัตรเครดิต เพื่อเป็นเครื่องช่วยเตือนการใช้จ่ายทุกครั้ง และทำให้ทราบว่านอกจากเจ้าของบัตรเครดิตแล้ว ยังมีการใช้บริการตัดชำระผ่านบัตรเครดิตโดยบุคคลอื่นหรือไม่

การ ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ เพราะสะดวก และรวดเร็ว ทั้งการตัดชำระ และไม่จำเป็นต้องมีเงินสดติดบัญชีธนาคารเพื่อโอนชำระค่าสินค้า เพียงแค่ใช้วงเงินเครดิต ซึ่งเสมือนเป็นเงินในอนาคตที่บริษัทเครดิตให้ไว้เท่านั้น

นอกจากนั้นการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้ายังได้แต้มคะแนนสะสม เพื่อใช้แทนเงินสดหรือเพื่อใช้แทนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ แม้การใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ก็ต้องพึงระวังรอบคอบ  ตรวจสอบและป้องกันล่วงหน้าอยู่เสมอหากจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างให้เหล่ามิจฉาชีพแสวงหาผลประโยชน์ได้


http://moneyhub.in.th/article/online-paying-credit-card/

24
ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครไม่เป็นหนี้ ก็ต้องยอมรับกันก่อนว่า  เงิน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในทุกวันนี้ที่ค่าครองชีพมีแต่สูงขึ้น แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ชีวิตของทุกคนยังมีภาระค่าใช้จ่ายมากมายกันทุกวัน ก้าวขาแรกออกจากบ้านมีต้องเสียเงิน ต้องเสียประจำรายวัน ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร บางรายหาใช้กันวันต่อวัน นี่ยังไม่รวมหนี้สินรายวันกันบยิ่งโตขึ้น จำนวนที่จะต้องใช้ก็มากขึ้น
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บางคนพยายามหาเงินไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็ตาม เพื่อมาหมุนให้สภาพการเงินของตัวเองคล่องตัวซะหน่อย อันเป็นสาเหตุของการเป็น “หนี้” ในที่สุด ซึ่งที่คนติดมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น หนี้บัตรเครดิต รูดจนลืมไปว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระเงิน จะเหลือเงินให้จ่ายรึเปล่า แต่ถ้าคิด ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ได้ชีวิตก็ไม่ยากอย่างที่คิด


โดยปกติแล้ว เมื่อมียอดบัตรเครดิตมา จะมีช่องข้างๆแจ้งว่า ชำระเงินขั้นต่ำจำนวนกี่ % เป็นเงินเท่าไหร่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับทางธนาคารของบัตรเครดิตนั้นๆว่าเท่าๆไหร่ ส่วนมาก 20-25% หลักการคำนวณดอกเบี้ยบีตรเครดิต มีสูตรดังนี้

ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าบบัตรเครดิต x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน)/365
ตัวอย่างเช่นเมื่อคุณ ใช้บัตรเครดิตในวันที่ 5 ต.ค.เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท  สรุปยอดใช้บัตร วันที่ 25 ของทุกเดือน (ระยะเวลาหลังจากสรุปยอดประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งจะแจ้งเตือนก่อนผ่าน SMS หรือ Email เพื่อให้เรามีเวลาหาเงินมาชำระก่อนวันสุดท้ายของการเรียกเก็บเงิน) และวันที่ 8 พ.ย. เป็นวันที่มีบิลมาเรียกเก็บเงินถึงบ้านหรือข้อความแจ้งเตือนเพื่อให้คุณชำระเงิน

หากคุณเลือกที่จะชำระขั้นต่ำในวันที่ 8 พ.ย.(10%) = 2,000 บาท ดอกเบี้ยเงินต้นที่เกิดจะคำนวณ 2 ขั้น รวมกัน

ขั้นที่ 1 วันที่ใช้บัตรเครดิต ถึง วันที่ปิดยอดบัตรเครดิต 5 – 25 ต.ค.

20,000 x 20% x 21 วัน  / 365 วัน =230.14 บาท

ขั้นที่ 2 วันถัดจากวันที่ปิดยอด – วันที่ค้างชำระ 26 ต.ค. – 8 พ.ย.

20,000 x 20% x 14วัน / 365 วัน = 153.42 บาท

แต่เมื่อชำระขั้นต่ำต่อไปเรื่อยๆ จะนำเงินต้นมาหักออก 2,000 เป็น 18,000 และคิดดอกเบี้ยในรูปแบบเดิมคือคิด 20%จากวันที่เรียกเก็บชำระย้อนหลัง ถึงวันที่ชำระเงินจริง โดยคำนวณเหมือนข้างต้น ดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะไม่ลดลงตามเงินต้น เพียงแค่คูณวันเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เราจะชำระเท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อเรามีความสามารถหาเงินมาชำระได้เร็วที่สุดเราก็จะเสีย ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ไม่เยอะมากเท่าไหร่ ทางที่ดี ไม่มีดอกเบี้ย เครดิตทางการเงินของเราก็จะดีไปด้วย ซึ่งมีผลต่อการพิจารณางวงเงิน การกู้เงินต่างๆ

 รู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องวางแผนทางการใช้เงินกันซะหน่อย รูดปื้ด หนี้ในอนาคตรอคุณอยู่  ง่ายๆเพียงคุณไม่มีเงินจ่าย ก็ไม่ต้องใช้หรือเลือกใช้บัตรที่เข้ากับ Lifestyle ของคุณ อยากใช้เท่าไหร่ก็เอาวงเงินแค่นั้น ยิ่งวงเงินมาก ใช้มือเปิบ ฉุดรั้งกันไม่อยู่เลยทีเดียว ถ้าไม่มีนิสัยการออมด้วยแล้วเนี่ย เตรียมชำระเงินขั้นต่ำพร้อมดอกเบี้ยขั้นบันไดแบบนี้ไปจนแก่ เรียนรู้การใช้บัตรเครดิตก่อนที่เราจะเป็นทาสมัน ที่สำคัญคือ รีบชำระเต็มจำนวน ให้ตรงตามเวลา เพื่อลดค่า ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และค่าปรับต่างๆที่อาจ แค่นี้ชีวิตก็ง่าย ไม่มีหนี้ ชีวิตดีขึ้นเยอะ


http://moneyhub.in.th/article/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%87/

25
บัตรเครดิตถูกผลิตขึ้นเพื่อให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้ชำระค่าสินค่าและบริการแทนเงินสดได้ โดยไม่ต้องใช้เงินสด เมื่อถึงวันกำหนดชำระที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจึงนำเงินสดไปชำระ แต่ในบางครั้งผู้ถือบัตรเครดิตก็ใช้บัตรเครดิตผิดวัตถุประสงค์ของบัตร คือ การนำบัตรเครดิตไปกดเงินสด ซึ่งจะด้วยความจำเป็นหรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินสด ก็ไม่ควรที่จะทำเพราะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจาก การกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตนั้นจะคิดรายวันและสูงถึง 20% ต่อปี

เช่น คุณได้กดเงินสดออกมา 10,000 บาท โดยตั้งใจจะคืนภายใน 3 เดือน

วิธีคำนวณ

– เดือนมกราคมได้ทำการกดเงิน วันที่ 20 มกราคม เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท
: ค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นทันที 300 บาท + vat (7%) 21 บาท = 321 บาท
: ดอกเบี้ย 20% คำนวณรายวัน ตั้งแต่วันที่ได้ ทำการกดเงินสดจนถึงวันที่ได้ชำระ เช่น จ่ายวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 10,000 x 20% x (13วัน/365) = 71.25 บาท
กรณีที่ชำระแบบแบ่งจ่ายเดือนแรก : เงินต้น 3,000 + ค่าธรรมเนียมพร้อมvat 321.- + ดอกเบี้ย 71.25
รวม 3,392.25

– เดือนกุมภาพันธ์ เงินต้นเหลือ 10,000-3,000=7,000 บาท
: ดอกเบี้ย คำนวณ จากวันจ่ายที่ได้จ่ายก่อนหน้า ถึงวันจ่าย 2 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 7,000 x 20% x (30วัน/365) = 115
= ชำระงวดที่ 2 : เงินต้น 3,500 + ดอกเบี้ย 115 = 3,615 บาท

– เดือนมีนาคม เงินต้นคงเหลือ 10,000-3,000-3,500=3,500 บาท
: ดอกเบี้ย คำนวณ จากวันจ่ายเดือนมีนาคม ถึงวันจ่ายคราวนี้ 2 มีนาคม – 2 เมษายน 3,500 x 20% x (31วัน/365) = 60 บาท
= ชำระงวดที่ 3 : เงินต้น 3,500+ดอกเบี้ย 60 = 3,560 บาท

เท่ากับจำนวนเงินที่ต้องชำระ 10,567 บาท โดยอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 567 บาท

http://moneyhub.in.th/article/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4/

26
หากต้องการมีบัตรเครดิตสักใบ คงไม่ยากสักเท่าไหร่ เพียงแค่กรอกข้อมูลสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์บริษัทบัตรเครดิตทางระบบอินเทอร์เน็ต หรือ เขียนใบสมัครบัตรเครดิตที่สถาบันการเงิน หรือ ตามบูทห้างสรรพสินค้าที่มีบริษัทบัตรเครดิตตั้งไว้ให้บริการ แต่เมื่อได้บัตรเครดิตมาแล้วการใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธีนับว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะวงเงินเครดิตในบัตรเครดิตก็เหมือนวงเงินกู้ประเภทหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการใช้จ่ายก็ย่อมต้องเสียต้นทุนทางการเงิน หรือดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้กับผู้ให้บริการ ดังนั้นผู้ใช้บริการบัตรเครดิต ควรต้องทราบรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการหรือเพื่อเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสมที่สุด

เมื่อการใช้จ่ายบัตรเครดิตเพื่อจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิตจะไม่มีภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากการใช้วงเงินต่อเมื่อผู้ใช้บริการบัตรเครดิตจ่ายชำระยอดเงินคงค้างทั้งหมด ตามใบแจ้งยอดหนี้ ซึ่งบริษัทบัตรเครดิตให้ระยะเวลาปลอดชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นระยะเวลา 45 วันนับจากวันสรุปยอดบัญชี แต่หากผู้ใช้บริการบัตรเครดิต ใช้บัตรเครดิตกดเงินสด ออกมาเพื่อใช้จ่ายในกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม ผู้ใช้บัตรเครดิตจะมีค่าใช้จ่ายการใช้วงเงินเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ทำรายการจนกว่าจะจ่ายคืนยอดค้างชำระทั้งหมดเสร็จสิ้น หากจะสรุปรายละเอียดค่าใช้จ่ายตั้งแต่การเริ่มทำบัตรเครดิตจนถึงการ ใช้บัตรเครดิตกดเงินสด จะมีรายการค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้
 
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า
เป็นค่าสมัครในใช้บริการบัตรเครดิต โดยส่วนใหญ่บริษัทบัตรเครดิตจะยกเว้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้กับผู้สมัครใช้บริการ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเลือกใช้บริการ

ค่าธรรมเนียมรายปี
เป็นค่าบริการจากการใช้บัตรเครดิต ที่บริษัทบัตรเครดิตให้บริการแก่ลูกค้าผู้ถือบัตร ทั้งสิทธิพิเศษที่ได้จากการใช้บัตรเครดิต หรือ การให้บริการจากบริษัทบัตรเครดิต ซึ่งถ้าเป็นบัตรเครดิตทั่วไปจะฟรีค่าธรรมเนียมรายปี แต่ถ้าเป็นบัตรเครดิตที่มีสิทธิพิเศษจากคู่สัญญาซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นต้น (ประเภทบัตรเครดิต Royal Orchid บัตรเครดิต King Power ฯลฯ) หรือ เป็นบัตรเครดิตแบบ Signature ก็จะมีค่าธรรมเนียมรายปี โดยเฉลี่ยจะคิดประมาณ 500-30,000 บาทต่อปี (บางครั้งจะได้รับการยกเว้น หากใช้จ่ายบัตรเครดิตครบตามจำนวนเงินที่บริษัทบัตรเครดิตกำหนดไว้)

ดอกเบี้ยบัตรเครดิต
เป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการใช้วงเงินบัตรเครดิต ซึ่งสถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ยทุกกรณีเมื่อมีการใช้จ่าย (ยกเว้นการเรียกเก็บเมื่อชำระคืนหนี้ทั้งหมดภายใน 45 วันนับจากวันสรุปยอดบัญชี กรณีชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น)

ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน
เป็นค่าบริการที่เกิดจากการใช้วงเงินบัตรเครดิต ซึ่งสถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ยทุกกรณีเมื่อมีการใช้จ่าย เช่นเดียวกับดอกเบี้ยบัตรเครดิต

สถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน
บัตรเครดิตประมาณ 10-20% ต่อปี ของยอดชำระ แต่โดยส่วนใหญ่จะคิดในอัตราสูงสุด คือ 20% ต่อปี เพื่อไม่ให้เกินอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ให้สถาบันการเงินเรียกเก็บจากผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิต

ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด
เป็นค่าบริการจากการเบิกใช้เงินสดของสถาบันการเงิน (บริษัทบัตรเครดิต) ซึ่งแต่ละสถาบันการเงินจะคิดแตกต่างกัน เช่น

คิดค่าธรรมเนียม 3% ต่อปีของยอดเงินที่เบิกถอนในแต่ละครั้ง โดยยอดเงินขั้นต่ำในการเบิกถอนแต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่า 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท หรือ 3,000 – 5,000 บาท
คิดค่าธรรมเนียมการเบิกถอน 200 บาทต่อรายการ
คิดค่าธรรมเนียม 3 % ต่อปีของยอดเงินที่เบิกถอนในแต่ละครั้งในประเทศไทย
คิดค่าธรรมเนียม 1 % ต่อปีของยอดเงินที่เบิกถอนในแต่ละครั้งในประเทศจีน
เป็นต้น

ค่าติดตามทวงถามหนี้
เป็นค่าใช้จ่ายที่สถาบันการเงินจะต้องใช้จ่ายเพื่อติดตามหนี้จากผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิต เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าเอกสารใบแจ้งหนี้ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการจ้างหน่วยงานภายนอกในการติดตามหนี้ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดของแต่ละสถาบันการเงิน เช่น คิด 88- 100 บาท/รอบบัญชี 100 บาทต่อครั้ง หรือตามที่ถูกเรียกเก็บ จากหน่วยงานภายนอก 260 บาท/เดือน ไม่คิดค่าบริการเลย เป็นต้น

ความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินเมื่อใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ
เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเปลี่ยนสกุลเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่เกิดรายการเบิกถอนเงินสดในต่างประเทศ กับ วันที่บริษัทบัตรเครดิตเรียกเก็บจากผู้ใช้บัตรเครดิต ซึ่งเมื่อทำรายการต่างวันกัน ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องคิดค่าเสี่ยงกรณีเกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ไม่เกิน 2.5 % ของการใช้จ่าย หรือเบิกถอนเงินสดในต่างประเทศต่อครั้ง ไม่เกินร้อยละ 2 ของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ
เป็นยอดชำระที่บริษัทบัตรเครดิตเรียกเก็บจากผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิต ซึ่งผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิตสามารถชำระยอดค้างชำระได้เต็มวงเงิน หรืออาจจะชำระเพียงขั้นต่ำที่บริษัทบัตรเครดิตแต่ละแห่งกำหนดไว้ เช่น ชำระ 10% ของยอดเงินรวมที่เรียกเก็บในแต่ละเดือน แต่ไม่ต่ำกว่า 500 บาท ชำระ 10% ของยอดเงินค้างชำระทั้งหมด เป็นต้น ซึ่งหากผู้ใช้บัตรเครดิตไม่สามารถชำระตามที่บริษัทบัตรเครดิตกำหนดไว้ได้ จะถือว่าผู้ใช้บัตรเครดิตผิดเงื่อนไขสัญญาตามที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่ที่ทำการสมัคร ซึ่งอาจทำให้บริษัทบัตรเครดิตสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายการใช้วงเงินและการเบิกถอนเงินสดได้

ผู้มีบัตรเครดิตควรจะระมัดระวังในการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่อนข้างสูง หากมีความต้องการใช้เงินสด และมีหลักประกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ บุคคลค้ำประกัน เป็นต้น ก็ควรกู้เงินสดจากสถาบันการเงินประเภทอื่น เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทรับจัดลิสซิ่ง เป็นต้น เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในการใช้เงินสดล่วงหน้าลงได้มากพอสมควร


http://moneyhub.in.th/article/credit-card-cash/

27
เชื่อว่ายังมีอีกหลายต่อหลายคนที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ซึ่งไม่เป็นเรื่องแปลก เพราะไม่มีมนุษย์เงินเดือนคนไหน ที่อยากจะทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นเขาไปจนแก่จนเฒ่าหรอกจริงไหม ซึ่งบางคนนั้นมีแพลนและได้เริ่มวางอนาคตของตัวเองได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ก็ยังขาดเพียงแค่เงินลงทุนเล็ก ๆ น้อย ที่ต้องหามาเริ่มธุรกิจ แล้วแหล่งเงินทุนที่สำคัญนั้นก็คือ ธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่มีโครงการปล่อยเงินกู้ในรูปแบบของสินเชื่อเพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ

ซึ่งในปัจจุบันนี้มีหลากหลายสถาบันทางการเงินที่มีโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อการประกอบการทางธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจของคุณนั้นจะเป็นธุรกิจขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ก็ตาม ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คุณไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ก็คือ เหตุผล 7 ประการที่ ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อการลงทุนทางธุรกิจ ดังต่อไปนี้ ฉะนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องการขออนุมัติสินเชื่อดังกล่าว คุณก็ต้องทำความเข้าใจเหตุผล 7 ประการดังนี้

7เหตุผลที่ ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อการลงทุนทางธุรกิจ

1. ประวัติส่วนตัวที่ไม่ดี หรือมีประวัติหนี้ NPL
ขออธิบายขยายความคำว่า NPL ซึ่ง NPL ได้ย่อมาจาก (Non-performing Loan) ปัจจัยในข้อนี้ต้องบอกเลยว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อของคุณอย่าง 100% เต็มที่ เพราะการที่คุณมีประวัติที่ไม่ดีในการชำระหนี้แล้ว ธนาคารส่วนใหญ่จะถือว่า คุณคือผู้ที่ไม่มีวินัยในการบริหารเงิน และเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบอีกด้วย จะเห็นได้ว่า หากคุณมีประวัติที่ไม่ใสสะอาดด้วยแล้วนั้น มันจะทำให้การขอสินเชื่อทางธุรกิจของคุณเป็นไปได้ยากทันที

2. ทางผู้ให้กู้เล็งเห็นว่าคุณไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระได้
หากรายละเอียดในบัญชีการค้าของคุณเหลือยอดที่เป็นเงินสดเพียงน้อยนิด หากหักค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ออกไปหมดแล้วนั้น เงินสดส่วนนี้ถือว่าเป็น วงเงินสำคัญที่ทางธนาคารส่วนใหญ่ ใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ เพราะหากกิจการคุณมีเงินสดในบัญชีเหลือน้อย นั่นแสดงให้เห็นว่า อนาคตของกิจการคุณในวันข้างหน้าส่อเค้าที่ไม่ดีอย่างแน่นอน

3. ไม่มีประสบการณ์ แต่อาศัยความชอบที่อยากจะเป็น
ไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่ทุกคนจะมีความฝัน แต่เป็นเรื่องที่ผิด หากคุณฝันตามคนอื่น โดยลืมมองตัวเองไปว่า ตัวคุณเองชอบอะไร ต้องการอะไรและถนัดอะไร คนส่วนใหญ่ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการขออนุมัติสินเชื่อนั้น นั่นก็คือ คุณแค่อยากจะทำธุรกิจเหมือน ๆ คนอื่น ๆ เขา ประมาณว่าเห็นอะไรดี ใครเปิดร้านอะไรแล้วได้รับความนิยม คุณก็อยากเปิดบ้าง แล้วก็วาดฝันไปว่าร้านของคุณเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ บางครั้งคุณต้องการเปิดร้านกาแฟ แต่คุณเองยังไม่ทานกาแฟ แล้วอย่างนี้คุณจะเข้าใจถึงธุรกิจที่คุณกำลังนำเสนอให้กับผู้บริโภคคนอื่น ๆ เขาได้อย่างไร เหตุนี้เองที่ทำให้หลายคนไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อในลักษณะนี้

4. ไม่มีบัญชีรายรับ-รายจ่ายในนามธุรกิจของคุณ
สำหรับข้อนี้ก็เป็นหลักสำคัญไม่แพ้หลักอื่น ๆ เพราะการที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อสักก้อนให้คุณนั้น พวกเขาเหล่านั้นจำเป็นต้องดู ความเคลื่อนไหวในบัญชีของคุณว่าในแต่ละเดือนนั้น ธุรกิจของคุณสามารถทำผลกำไรได้มากน้อยเพียงใด สมควรที่เขาจะอนุมัติสินเชื่อตามที่คุณขอหรือไม่ ฉะนั้น หากคุณต้องการกู้เงินเพื่อขยายกิจการทางธุรกิจ คุณต้องพยายามทำให้รายได้ของคุณนั้นปรากฏเด่นชัด เพื่อจะได้ทำให้สินเชื่อทางธุรกิจที่คุณขออนุมัตินั้น มีผลเป็นที่น่าพอใจ

5. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้ยื่นกู้นั้น ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อกับทางธนาคาร เนื่องจากการทำธุรกิจนั้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันก็คือการลงทุนบนความเสี่ยง และหากไม่มีหลักทรัพย์ใด ๆ มาค้ำประกันด้วยแล้วนั้น ทางผู้ให้กู้จะแน่ใจได้อย่างไร ว่าคุณจะสามารถนำเงินที่คุณกู้ไปกลับมาคืนให้กับเขาได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการยื่นขออนมุติสินเชื่อเพื่อการประกอบกิจการทางธุรกิจ

6. ไม่ทราบต้นทุนและรายได้ที่แน่ชัดของตัวเอง
ย่อมไม่เป็นเรื่องดีแน่ ๆ หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ทราบข้อมูลเบื้องลึกของคุณเลยว่า เงินสินเชื่อที่คุณขออนุมัติมานั้น คุณจะนำไปทำอะไรบ้างอย่างไร และสามารถต่อยอดให้มีผลกำไรได้อย่างไรบ้าง เพราะหากคุณตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทางธนาคารมักจะมองว่าคุณจะต้องเป็นผู้บริหารเงินที่เขาอนุมัติมาแบบขอไปทีแน่ ๆ ซึ่งนั้นอาจส่งผลให้งบประมาณต่าง ๆ นั้นบานปลายตามไปด้วย

7. ไม่มีแผนงานทางธุรกิจ
หลักข้อนี้ถือเป็นหลักปราบเซียนกันเลยก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เป็นรายย่อยนั้น มักจะไม่มีการเขียนแผนดำเนินการทางธุรกิจ แต่หารู้ไหมว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หัวใจของมันเลยก็คือการวางแผน เพราะนี่คือทิศทางในการเดินทางเพื่อก้าวต่อไปในอนาคต ซึ่งแผนงานทางธุรกิจของคุณนี้ สามารถเป็นตัวช่วยให้คุณนั้นผ่านการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจนี้ได้โดยง่ายอีกด้วย

และนี่ก็คือหลักสำคัญทั้ง 7 ประการที่ทำให้คุณไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก ฉะนั้น หากคุณต้องการขออนุมัติสินเชื่อกับทางสถาบันทางการเงินหรือธนาคาร คุณจะต้องเตรียมความพร้อมตามหลัก 7 ประการนี้ให้ได้ก่อน หากคุณทำได้ครบทุกข้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นก็เท่ากับว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว



http://moneyhub.in.th/article/business-loan-fail/

28
ในปัจจุบัน บัตรกดเงินสด กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่หันมาใช้ บัตรกดเงินสด เป็นหลัก เพราะเหมือนเป็นการนำเงินในอนาคตออกมาใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนคืนในภายหลัง แต่การจะใช้ บัตรกดเงินสด นั้น คุณจะต้องทำความรู้จักกับบัตรกดเงินสด ให้ดีซะก่อน เพื่อจะได้ไม่หลงกลโกงของบัตรกดเงินสด นั่นเอง ว่าแล้วเราไปทำความรู้จักกับบัตรกดเงินสด กันดีกว่าค่ะ

บัตรกดเงินสด คือ
บัตรกดเงินสด เป็นการปล่อยสินเชื่ออย่างหนึ่งที่ทางธนาคารเป็นผู้ออกให้ และยังมีสถาบันการเงินบางแห่งที่เปิดให้บริการ บัตรกดเงินสด ด้วย โดยการใช้บัตรกดเงินสด นั้นจะมีลักษณะเหมือนเราเอาเงินจากอนาคตมาใช้ก่อน หรือเรียกง่ายๆ ก็เหมือนการกู้เงินมาใช้แล้วค่อยจ่ายคืนภายหลังพร้อมดอกเบี้ยนั่นเอง แต่สำหรับ บัตรกดเงินสด จะมีวงเงินให้กดสูง และสามารถกดเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ตามวงเงินที่ทางธนาคารได้ทำไว้ แต่ต้องจ่ายเงินคืนทุกเดือนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งก็เป็นจำนวนที่สูงอยู่เหมือนกัน


เงื่อนไข ในการสมัครบัตรกดเงินสด

การทำบัตรกดเงินสด ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้นะ ซึ่งผู้ที่จะทำ บัตรกดเงินสด ได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขตรงตามที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นๆ กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีเงื่อนไขดังนี้


ต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน

ผู้สมัครบัตรกดเงินสด จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นใจของทางธนาคารว่าหากคุณขอบัตรกดเงินสด ไปแล้วจะมีกำลังชำระเงินคืนให้กับทางธนาคารได้ ซึ่งการยืนยันรายได้นั้นส่วนใหญ่จะต้องนำสลิปเงินเดือน จำนวน 6 เดือนยื่นให้กับทางธนาคารเพื่อรอการอนุมัตินั่นเอง ดังนั้นหากคุณกำลังจะขอบัตรกดเงินสด ล่ะก็ อย่าลืมเตรียมสลิปเงินเดือนไว้ด้วยนะ อ้อ! และที่สำคัญจะต้องเป็น 6 เดือนย้อนหลังล่าสุดด้วย หากคุณเอาสลิปเงินเดือน 6 เดือนตั้งแต่ปีไหนไปให้เขาก็ไม่รู้ รับรองว่าไม่ได้รับการอนุมัติแน่นอน


อายุการทำงาน

ผู้ที่จะขอบัตรกดเงินสด ได้นั้น จะต้องมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน ดังนั้นใครที่เพิ่งจะเริ่มทำงานก็อย่าเพิ่งใจร้อนขอบัตรกดเงินสด นะ รอให้อายุการทำงานครบก่อนแล้วค่อยขอก็ไม่สายนะคะ แถมยังมั่นใจไปได้แล้ว 50 % ว่าต้องได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน

ต้องมีเอกสารครบครัน
เอกสาร แล้วแต่บางธนาคารหรือสถาบันการเงินว่าจะกำหนดให้ใช้เอกสารอะไรบ้าง ซึ่งคุณจะต้องยื่นเอกสารให้ครบตามกำหนด และเอกสารต่างๆ ต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน อื่นๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะส่งมอบเอกสารให้กับทางเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนว่ามีเอกสารครบหรือไม่ จะได้ไม่มีปัญหาและได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น


เบอร์โทร ที่อยู่พร้อม

อย่าลืมที่จะใส่เบอร์โทรและที่อยู่ให้พร้อม เพื่อง่ายต่อการติดต่อกลับจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินที่คุณไปยื่นขอบัตรกดเงินสด นั่นเอง โดยเบอร์โทรควรเป็นเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ตลอด ส่วนที่อยู่ก็ควรเป็นที่อยู่ปัจจุบันอาจจะไม่ตรงกับในทะเบียนบ้านก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อใช้ในการจัดส่งเอกสารไปให้ผู้ใช้บัตรกดเงินสด นั่นเอง


บัตรกดเงินสด มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

บัตรกดเงินสด อาจจะทำให้เราใช้จ่ายเงินได้คล่องขึ้นก็จริง แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่เหมือนกัน ว่าแต่ บัตรกดเงินสด จะมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันค่ะ


ข้อดีของบัตรกดเงินสด

ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี แน่นอนว่าหลายคนก็คงจะชอบกันใช่ไหมล่ะเพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้จำนวนหนึ่งเลยล่ะ
ฟรีค่าธรรมเนียมจากการเบิกเงินสด ไม่ว่าคุณจะกดเงินสดที่ตู้กี่ครั้งก็ตาม
สามารถกดเงินสดที่ตู้ ATM ตู้ไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ซึ่งก็ช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้ บัตรกดเงินสด ให้กับคุณได้มากทีเดียว
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามยอดเงินที่กดออกไป คือหากคุณไม่ได้กดเงินออกไปใช้ก็จะไม่มีดอกเบี้ย แต่หากกดเงินออกไปใช้ดอกเบี้ยก็จะคิดตามยอดที่กดไป
สามารถเลือกรูปแบบการชำเงินคืนเองได้ คืออาจจะชำระเงินคืนเป็นจำนวนเต็มในทุกเดือน หรือจะชำระเพียงส่วนหนึ่งก่อนก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 3-5%
สมัครง่ายและได้รับการอนุมัติเร็ว โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน การสมัครไม่ยุ่งยากแค่มีหลักฐานและเอกสารครบก็โอเครแล้ว
ข้อเสียของบัตรกดเงินสด

มีดอกเบี้ยสูงมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20%-28% ต่อปีเลยล่ะ ซึ่งก็นับว่าเป็นดอกเบี้ยที่สูงมากทีเดียว

หากไม่ชำระเงินคืนเต็มจำนวนก็จะทำให้มียอดหนี้คงค้างมากขึ้นและดอกเบี้ยก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย

ได้รู้จักกับ บัตรกดเงินสด กันแล้ว ทีนี้ใครที่คิดจะสมัคร บัตรกดเงินสด ก็ต้องศึกษาและพิจารณาให้ดีก่อนนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว บัตรกดเงินสดจะเหมาะกับคนที่กำลังช๊อตเงินเสียมากกว่า คนที่มีรายได้ดีอยู่แล้วก็อย่าไปสร้างนี้ให้กับตัวเองเลยเนอะ

http://moneyhub.in.th/

29
บัตรเครดิต เปรียบเสมือนกับเงินสดที่สามารถนำไปซื้อสินค้าหรือบริการตามที่ผู้ถือบัตรต้องการ ผู้เป็นเจ้าของบัตรเครดิตควรต้องรักษาบัตรเครดิตของตนไม่ใช่แตกหักเสียหายหรือตกหล่น เนื่องจากในปัจจุบันเหล่าบรรดามิจฉาชีพคอยจ้องที่จะเอาผลประโยชน์จากผู้ที่เผลอเรอทำบัตรเครดิตหล่นหายหรือลืมไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการวางกลลวงเพื่อขโมยบัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งกระทำการปลอมบัตรเครดิตโดยขโมยข้อมูลจากเจ้าของบัตร

ทุกท่านที่เป็นเจ้าของบัตรเครดิตจึงควรรู้ถึงกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเครดิตเอาไว้ด้วยเผื่อว่า บัตรเครดิตโดนสวมสิทธิ์ ต้องตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ ท่านจะได้รู้ถึงวิธีแก้ไขและกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีสติ ลองมาดูว่ามิจฉาชีพจะเข้ามาในรูปแบบใดและกฎหมายจะช่วยทุกท่านได้มากน้อยเพียงใด

หากบัตรเครดิตถูกคัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็ก

เมื่อมิจฉาชีพได้ข้อมูลบัตรเครดิตไปแล้วจะนำไปทำบัตรเครดิตปลอมขึ้นมาและนำไปรูดใช้จ่าย หรือกดเงินสดออกมาใช้จนเต็มวงเงิน กว่าที่เจ้าของบัตรจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีบิลชำระแจ้งมา แต่มันคือหนี้ที่เกิดขึ้นมาจากบัตรปลอมใช่บัตรจริงที่ถืออยู่ในมือของท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชำระหนี้สินเหล่านั้น แต่ท่านต้องรีบนำใบแจ้งหนี้และหลักฐานที่มี ไปทำการแจ้งความเอาไว้และให้รีบติดต่อไปยังสถาบันการเงินที่เป็นผู้ออกบัตรให้แก่ท่าน ไม่ต้องตื่นตกใจ แต่ให้ทำตามขั้นตอนที่ทางสถาบันการเงินแนะนำมา เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อที่ท่านใช้งานบัตรเครดิต ยิ่งหากบัตรเครดิตรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อกำกับก็สามารถรูดได้เลย ยิ่งเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการคัดลอกข้อมูลและนำไปทำบัตรปลอมใช้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

หากบัตรเครดิตหายหรือถูกโจรกรรมไป

หากท่านผู้เป็นเจ้าของบัตรเครดิตได้แจ้งความและแจ้งทางสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเอาไว้ตั้งแต่ที่บัตรเครดิตหายหรือถูกโจรกรรม แต่ยังมีใบแจ้งชำระหนี้บัตรเครดิตนั้นมายังท่านอีก ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชำระหนี้สินเหล่านั้น แม้ว่าทางสถาบันการเงินจะทำการฟ้องร้องท่านก็ตาม เพียงแค่ท่านมีหลักฐานการแจ้งความไปยืนยันว่าท่านไม่ได้ปล่อยปะละเลยใด ๆ หากในกรณีที่บัตรเครดิตหายหรือถูกโจรกรรมไป แต่ทานไม่ได้สนใจแจ้งความหรือแจ้งเข้าไปยังสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเพื่อทำการอายัดบัตร เพราะอาจจะคิดว่าคงไม่มีใครจะสามารถใช้งานบัตรเครดิตของท่านได้ แต่แล้วกลับมีใบแจ้งชำระหนี้มาเรียกเก็บค่าบัตรเครดิตกับท่าน หนี้สินก้อนนี้ท่านจะต้องชดใช้เองเพราะถือว่าท่านไม่มีความระวังและไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ท่านใดที่ใช้งานบัตรเครดิตอยู่ต้องจำข้อนี้ให้ขึ้นใจ ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องมานั่งชดใช้หนี้สินที่ตนเองไม่ได้สร้างได้

หากถูกนำสำเนาทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนไปใช้สมัครบัตรเครดิต

ในกรณีนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้ง ๆ ที่พยายามเซ็นหรือขีดเส้นกำกับสำเนาเอกสารทุกอย่างดีแล้ว แต่สำเนาเอกสารสำคัญก็ยังตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพได้ มิจฉาชีพเหล่านี้จะนำเอาสำเนาเอกสารสำคัญของท่านไปสมัครใช้บริการบัตรเครดิตซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจอยู่ไม่ใช่น้อย แม้แต่ท่านที่เคยลองไปสมัครบัตรเครดิตมาแล้วแต่กลับไม่ได้รับการอนุมัติ แต่มิจฉาชีพมีแค่เพียงสำเนาเอกสารสำคัญของท่านเท่านั้น แต่กลับสมัครและได้รับการอนุมัติอย่างง่ายดาย กว่าที่ทุกท่านจะรู้ตัวว่าโดนนำเอกสารไปแอบอ้างทำบัตรเครดิต ท่านก็มีหนี้ก้อนใหญ่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ก่อขึ้นเสียแล้ว โดยในบิลล์แจ้งหนี้จะระบุว่าท่านเป็นผู้ครอบครองบัตร ชื่อในใบแจ้งให้ไปชำระหนี้ก็เป็นชื่อท่าน แต่ท่านไม่เคยสมัครบัตรเครดิตเลย หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ท่านไม่จำเป็นต้องชำระหนี้สินเหล่านั้น แต่ให้รีบไปแจ้งความในทันที โดยนำเอกสารที่ได้รับทั้งหมดไปด้วย ในกรณีนี้ถือได้ว่าเป็นความหละหลวมของสถาบันทางการเงินเองที่อนุมัติบัตรเครดิตให้แก่มิจฉาชีพทั้ง ๆ ที่ผู้ที่ยื่นสมัครกับเจ้าของเอกสารเป็นคนละคนกัน


วิธีการใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัยห่างไกลจากมิจฉาชีพ คือ

พยายามเก็บบัตรเครดิตให้ดีที่สุด หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานก็ควรจะเก็บบัตรเครดิตไว้ในกระเป๋าสตางค์ให้เรียบร้อยและมิดชิด หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าบัตรเครดิตของท่านยังอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของท่านเสมอหรือไม่
เวลาที่ใช้งานบัตรเครดิตทุกครั้งต้องไม่ให้ห่างจากสายตา ไม่ว่าจะใช้รูดอะไรก็ตามการยืนดูตอนที่พนักงานทำการรูดบัตรอย่างไม่ให้คลาดสายตา อย่ายื่นบัตรให้แก่พนักงานนำไปรูดเองโดยเด็ดขาดเพราะท่านไม่สามารถทราบได้เลยว่ามิจฉาชีพที่จ้องจะขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของท่านจะมาในรูปแบบไหนบ้าง

ตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับบัตรเครดิตทุกครั้ง การตรวจสอบและเก็บใบเสร็จรับเงินที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้งจะช่วยให้ท่านสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดพลาดได้ หากมีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากทางร้านที่เพิ่งใช้บริการไป ท่านสามารถแย้งได้ในทันที ส่วนการเก็บใบเสร็จรับเงินไว้จะสามารถนำมาเป็นหลักฐานชี้แจงได้เมื่อยอดแจ้งชำระที่แจ้งมาเกินความจริงที่ใช้งาน
ทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิตกดเงินสดควรระวังให้มากที่สุด เลือกตู้ ATM ที่ดูแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติและต้องไม่อยู่ในสถานที่เปลี่ยวไม่ปลอดภัย ตู้ ATM ที่อยู่ในธนาคารเลยจะปลอดภัยกว่าตู้ ATM ที่อยู่ด้านนอกของธนาคาร และตู้ ATM ที่อยู่หน้าธนาคารในห้างสรรพสินค้าจะปลอดภัยมากที่สุดในการกดเงินสดเพราะว่าในห้างสรรพสินค้าจะเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด ซึ่งมิจฉาชีพจะไม่กล้ามาติดตั้งอุปกรณ์เพื่อคัดลอกข้อมูล

หากท่านทราบวิธีดำเนินการเมื่อเกิดเหตุการณ์โจรกรรมบัตรเครดิตหรือถูกแอบอ้างใช้บัตรโดยที่ตัวท่านไม่ทราบ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมาก็ไม่สามารถทำให้ท่านตกใจหรือวิตกกังวลได้ เพียงมีสติอยู่เสมอและปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้แนะนำไว้ในเบื้องต้น ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากสภาพลูกหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นด้วยตนเอง

http://moneyhub.in.th/

30
ขอต้อนรับท่านสู่เอกสิทธิ์แห่งความคุ้มค่า สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า แพลทินัม บัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า แพลทินัม รูปแบบใหม่ ที่รวมหมายเลขสมาชิกคลับการ์ดไว้ในบัตรเดียว พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ด้วยเทคโนโลยี Visa payWave เพื่อให้ท่านได้รับ ความสะดวก รวดเร็ว และเพลิดเพลินกับการช้อปด้วยสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบสนองทุก ไลฟ์สไตล์ ในชีวิตประจำวันหรือช่วงเวลาพิเศษ พร้อมรับความคุ้มค่าได้เร็วขึ้น กับทุกการใช้จ่าย ผ่านบัตรทั้งในและนอกประเทศในรูปแบบ การสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นคูปองเงินสดคลับการ์ด สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการช้อปปิ้งครั้งต่อไป
ที่เทสโก้ โลตัส

http://www.tescolotusfs.com/th/creditcards/platinum.html

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 17